สุ่มดอก, หมากสุ่ม, หมากเบ็ง, ต้นผึ้ง,ต้นเทียน เครื่องสักการะบูชาของคนล้านนา

 

ความรู้เพิ่มเติมเรื่อง "รูปแบบของหมากสุ่ม หมากเบ็ง ต้นดอก ต้นเทียน และต้นผึ้ง"

     

1. หมากสุ่ม
     รณลักษณ์ อินต๊ะ (รณลักษณ์  อินต๊ะ 2552: 49) ได้ศึกษาวิเคราะห์รูปแบบของเครื่องสักการะล้านนาประเภท หมากสุ่ม  พบว่าสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม สรุปได้ดังนี้ คือ
          1.1.รูปแบบดั้งเดิม คือหมากสุ่มที่มีโครงสร้างลักษณะรูปทรงพุ่มแบบง่ายๆ โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น และใช้เวลาในการทำไม่นาน  หมากสุ่มรูปแบบดังกล่าวนี้มีโครงสร้างที่ทำมาจากการนำไม้ไผ่ผ่าซีก  มาเหลาให้มีขนาดเล็กแล้วนำไปแช่น้ำก่อนเพื่อให้  ไม้ไผ่สามารถ ดัดให้โค้งงอได้  จากนั้นจึงนำมาขัดหรือสานและมัดต่อกันจนได้ลักษณะโครงสร้างตามต้องการ ส่วนฐานรองรับโครงสร้างนี้จะทำจากต้นกล้วย ต้นคาที่ตากแห้งสนิทหรือฟางข้าว ซึ่งหากเป็นเขตรอบนอกเมืองจะนิยมใช้วัตถุดิบสองประเภทหลังมากกว่าเพราะหาได้ง่าย และสามารถทำไว้ล่วงหน้าได้ เมื่อทำโครงสร้างเสร็จแล้วก็จะนำหมากแห้งที่ร้อยเป็นสายด้วยเชือกปอมาเรียงซ้อนกันบนโครงสร้างให้สวยงาม  จากนั้นจึงตกแต่งด้วยข้าวตอกดอกไม้และบุหรี่ยาสูบของชาวล้านนา
         1.2.รูปแบบประยุกต์ เป็นรูปแบบที่พัฒนามาจากรูปแบบดั้งเดิม  โดยจะทำให้มีลักษณะรูปทรงพุ่มคล้ายดอกบัวตูม โครงสร้างของหมากสุ่มรูปแบบนี้มาจากการดัดเชื่อมเหล็กจยได้ลักษณะตามต้องการ ความแตกต่างของหมากสุ่มรูปแบบนี้อยู่ที่ฐานรองรับซึ่งจะใช้ขันโตกหรือพานที่ทำจากไม้หรือโลหะ เพราะการใช้ขันโตกหรือพานเป็นฐานจะช่วยให้ขั้นตอนในการประกอบหมากสุ่มใช้เวลาน้อยลง  เมื่อทำโครงสร้างเสร็จแล้วก็จะมีวิธีการและขั้นตอนการปฏิบัติเช่นเดียวกับการทำหมากสุ่มรูปแบบดั้งเดิม  เพียงแต่หมากสุ่มรูปแบบประยุกต์นี้จะมีความสวยงาม แข็งแรง และทนทานต่อการนำไปใช้ในงานพิธีการต่างๆมากกว่าหมากส่มรูปแบบดั้งเดิ

2. หมากเบ็ง
     จากการศึกษาของรณลักษณ์ อินต๊ะ (รณลักษณ์  อินต๊ะ 2552: 50-51) พบว่าหมากเบ็งมีโครงสร้าง 3 รูปแบบ พอสรุปได้ดังนี้
          2.1 รูปแบบดั้งเดิม คือ หมากเบ็งที่มีโครงสร้างลักษณะรูปทรงพุ่มคล้ายรูปวงรี ส่วนใหญ่จะพบในเขตรอบนอกเมือง โดยโครงสร้างของหมากเบ็งจะทำจากต้นกล้วยทั้งในส่วนที่เป็นฐานรองรับและแกนกลาง  จากนั้นนำเอาผลหมากดิบที่มีสีเขียว หรือผลหมากสุกที่มีสีส้ม จำนวน 24 ผลมาประกอบลงบนโครงสร้าง           ซึ่งในการทำหมากเบ็งนั้นจะต้องมีการนำทางมะพร้าวมาสานเป็นฐานรองรับ เรียกว่า “จั๋นแปดกลีบ” ขั้นตอนการประกอบหมากเบ็งคือ นำเอาไม้ไผ่ที่เหลาจนมีขนาดเล็กเท่ากับไม้ปลายแหลมเสียบผลหมากเข้ากับจั๋นแปดกลีบ แล้วปักลงบนแกนกลางต้นกล้วย ให้เป็นรูปทรงพุ่มโดยแบ่งจังหวะการปักผลหมากให้เท่ากัน จากนั้นจึงตกแต่งด้วยใบพลูที่ทาปูนแดงและดอกไม้สดที่หาได้ในหมู่บ้าน
          2.2 รูปแบบประยุกต์  เป็นหมากเบ็งที่มีโครงสร้างสำเร็จรูป ลักษณะรูปทรงพุ่มคล้ายดอกบัวตูม ซึ่งตัวโครงสร้างนี้จะทำจากโลหะทองเหลืองทั้งในส่วนที่เป็นฐานรองรับและตัวแกนกลาง    ตัวโครงสร้างจะถูกแบ่งเป็นช่องว่างจำนวน 6 หรือ 8 ช่องก็ได้  การแบ่งช่องแบบนี้เรียกว่า กาบเบ็ง  ขั้นตอนการประกอบหมากเบ็งแบบนี้ไม่มีการสานทางมะพร้าวที่เรียกว่า “จั๋นแปดกลีบ”เป็นฐานรองหมาก แต่จะนำหมากดิบหรือหมากสุกตามแต่จะเลือกใช้จำนวน 24 ผล ประกอบลงบนโครงสร้างตามตำแหน่งที่ได้แบ่งไว้ก่อนแล้ว ส่วนวิธีการตกแต่งจะทำคล้ายคลึงกันกับวิธีตกแต่งหมากเบ็งรูปแบบดั้งเดิม สำหรับโครงสร้างสำเร็จรูปนี้เมื่อเสร็จพิธีกรรมแล้ว    บางชุมชนจะเก็บรวบรวมไว้ที่วัดหรือที่เก็บของส่วนกลางของชุมชน  การประดิษฐ์หมากเบ็งรูปแบบนี้มีขั้นตอนและวิธีการทำง่ายที่สุด
          2.3 รูปแบบผสมผสาน  เป็นหมากเบ็งที่มีทรงพุ่มคล้ายดอกบัวตูม  แต่กระบวนการทำโครงสร้างเป็นการผสมผสานกันระหว่างโครงสร้างแบบดั้งเดิมและแบบประยุกต์ โดยยึดโครงสร้างแบบประยุกต์เป็นหลัก  ขั้นตอนและวิธีการทำหมากเบ็งแบบนี้จะยากที่สุด เริ่มจากการทำโครงสร้างทั้งส่วนฐานและแกนกลางล้วนทำจากต้นกล้วยากนั้นต้องทำ        "จั๋นแปดกลีบ" สำหรับรองหมาก แล้วใช้ไม้ไผ่เหลาเสียบผลหมากดิบหรือหมากสุก จำนวน 24 ผลเข้ากับฐาน (จั๋นแปดกลีบ) ก่อนที่จะปักลงบนแกนกลางที่ทำจากต้นกล้วยให้ได้   ทรงพุ่ม โดยต้องแบ่งระยะการปักให้เท่าๆ กัน เมื่อประกอบเสร็จแล้วจึงตกแต่งด้วยใบพลูที่ทาปูนแดงและดอกไม้สดเช่นเดียวกับหมากเบ็งทั้งสองรูปแบบแรก

 3.ต้นดอก
     จากการศึกษาของรณลักษณ์ อินต๊ะ (รณลักษณ์  อินต๊ะ 2552: 51-52) พบว่า รูปแบบของต้นดอกล้านนามีเพียงรูปแบบเดียว กล่าวคือ โครงสร้างของต้นดอกจะเป็นรูปทรงพุ่มคล้ายดอกบัวตูมหรือรูปทรงวงรีคล้ายไข่ไก่  โดยใช้ต้นกล้วยเป็นหลักในการทำโครงสร้างแต่จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเพื่อให้สามารถรองรับน้ำหนักของดอกไม้และใบไม้ที่ปักลงบนแกนกลางของต้นกล้วย  ใบไม้ที่นิยมนำมาประกอบเป็นต้นดอกคือ ใบเล็บครุฑ  ต้นดอกของแต่ละชุมชนอาจมีสีสันแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ดอกไม้ที่จะนำมาปักบนพุ่มต้นดอกซึ่งแต่ละชุมชนอาจได้รับการปลูกฝังหรือถ่ายทอดแตกต่างกัน

 4.ต้นเทียน
     รณลักษณ์ อินต๊ะ (รณลักษณ์  อินต๊ะ 2552: 52) ได้ศึกษารูปแบบของต้นเทียนล้านนา พบว่ามีเพียงรูปแบบเดียว กล่าวโดยสรุปได้ว่า ลักษณะโดยรวมของต้นเทียนจะเป็นรูปทรงพุ่มคล้ายดอกบัวตูมและพุ่มรูปวงรีคล้ายรูปไข่ไก่ วัตถุดิบหลักที่ใช้คือต้นกล้วย ขั้นตอนวิธีการทำโครงสร้างคล้ายคล้ายการทำโครงสร้างต้นดอก  เพียงแต่เมื่อทำโครงสร้างเสร็จจะใช้เทียนจำนวนสองเล่มผูกกับปลายไม้แหลมปักลงบนแกนกลางต้นกล้วย   โดยให้มีจังหวะหรือระยะห่างเท่าๆกันให้เป็นรูปทรงคล้ายพุ่มดอกบัว  แล้วตกแต่งด้วยดอกไม้ที่มีสีสันสดใสหรือมีกลิ่นหอม เครื่องสักการะล้านนาต้นเทียนนี้จะประกอบด้วยเทียนทั้งหมด 108 เล่ม 

 5.ต้นผึ้ง
     รูปแบบของเครื่องสักการะล้านนาต้นผึ้ง ตามการศึกษาของรณลักษณ์ อินต๊ะ (รณลักษณ์  อินต๊ะ 2552: 53) สามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ พอสรุปได้ดังนี้ คือ
         5.1 รูปแบบโบราณหรือดั้งเดิม  คือต้นผึ้งที่มีโครงสร้างรูปทรงพุ่มคล้ายการประดิษฐ์   ต้นเทียน โดยโครงสร้างทั้งหมดทำจากต้นกล้วยทั้งในส่วนที่เป็นฐานรองรับและแกนกลาง จากนั้นนำเอาดอกผึ้งที่ได้จากการประดิษฐ์เสียบติดกับทางมะพร้าวปักลงบนแกนกลางของต้นกล้วยให้มีระยะห่างเท่าๆกันเป็นรูปทรงคล้ายดอกบัวตูม  ต้นผึ้งแต่ละต้นจะใช้ดอกผึ้งกี่ดอกก็ได้ขึ้นอยู่กับผู้ประดิษฐ์แต่ละคนจะเห็นว่าสวยงาม ต้นผึ้งรูปแบบนี้มีขั้นตอนวิธีการทำไม่ยุ่งยาก  อีกทั้งวัตถุดิบก็เป็นสิ่งที่สามารถหาได้ภายในหมู่บ้าน
          5.2 รูปแบบประยุกต์ คือต้นผึ้งที่มีโดครงสร้างลักษณะเดียวกับหมากเบ็งรูปแบบผสมผสาน  กล่าวคือฐานรองรับและตัวแกนกลางจะทำด้วยต้นกล้วย โครงสร้างจะถุฏแบ่งเป็นช่องๆ จำนวน 6 ช่อง 8 ช่องหรือมากกว่าตามแต่ผู้ประดิษฐ์จะกำหนด การแบ่งในลักษณะนี้จะใช้กาบกล้วยประกอบให้ได้รูปทรง จากนั้นนำดอกผึ้งที่ทำไว้ปักลงบนกาบกล้วยแต่ละช่อง การปักดอกผึ้งจะปักสลับกับใบไม้สีเขียว แล้วประดับตกแต่งด้วยดอกไม้สด เช่น ดอกดาวเรือง ดอกพุดซ้อน เป็นต้น
 

     

 

 

  

 


พิธีดำหัวอดีตอธิการบดี/อธิการบดี และคณาจารย์ผู้อาวุโส
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจำปี

       
ประเพณีรดน้ำดำหัว เป็นสิ่งที่ทำต่อเนื่องกันมายาวนานในปีใหม่ไทย เป็นการแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อบิดามารดา ผู้ใหญ่ และผู้มีพระคุณ ด้วยความเชื่อที่ว่า เป็นการขอขมาลาโทษ พร้อมทั้งรับคำอวยพรเพื่อสิริมงคลของชีวิต และประเพณี
นี้ยังทรงคุณค่ามาจนทุกวันนี้

ก่อนอื่นก็ต้องรู้จักคำว่า "ดำหัว" กันเสียก่อน คำว่าดำหัวนั้นไม่ได้หมายถึงให้เอาหัวไปดำในน้ำ หรือรดน้ำให้หัวเปียกชุ่มเหมือนคนดำน้ำนะครับ !!! ความจริงแล้วคำว่า  "ดำหัว" หมายถึง "สระผม" หรือ "พิธีแสดงความเคารพผู้มีอาวุโสหรือผู้มีบุญคุณ

ในประเพณีสงกรานต์" (อ้างจาก พจนานุกรมล้านนาไทยฉบับแม่ฟ้าหลวงหน้าที่ 444) (ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 หน้าที่ 405 ให้ความหมายว่า เป็นประเพณีทางภาคเหนือซึ่งกระทำในวันปีใหม่ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพนับถือและรักใคร่ และยังอธิบายต่ออีกว่า วิธีดำหัวคือเอาสิ่งของและน้ำที่ใส่เครื่องหอมเช่นน้ำอบไทยไปให้แก่ผู้ที่ เคารพและขอให้ท่านรดน้ำใส่หัวของตนให้อยู่เย็นเป็นสุข) ในพิธีการดำหัวของคนล้านนาก็ต้องตระเตรียมขันสลุง(ขันเงิน) ภายในมีน้ำขมิ้นซอมป่อย(ส้มป่อย)

และจะลอยด้วย ดอกไม้ ให้สวยงามก็สามารถทำได้ (ส่วนน้ำอบน้ำปรุงนั้นเป็นของคนภาคกลาง) แล้วนำไปเคารพสักการะต่อผู้อาวุโสในครอบครัว หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ ผู้มีบุญคุณโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บิดา มารดา พระภิกษุสงฆ์ และ ครูบาอาจารย์ เป็นต้น ซึ่งการทำพิธีรดน้ำดำหัวนั้นต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจและความศรัทธา และผู้หลักผู่ใหญ่ที่จะดำหัวนั้นก็ใช้ความอาวุโสเป็นหลัก

เครื่องสักการะบูชาของคนล้านนา

ไปวัดหรืองานพิธีกรรมของคนทางเหนือ ติดใจกับการจัดดอกไม้ธูปเทียนเพื่อสักการบูชาพระพุทธรูป หรือที่คนล้านนาเรียก “พระเจ้า” เพราะงดงามและมีเอกลักษณ์ เครื่องสักการะบูชาของคนล้านนาประกอบไปด้วยห้าสิ่ง คือ สุ่มดอก หมากสุ่ม หมากเบ็ง ต้นผึ้งและต้นเทียน มีวัตถุประสงค์เพื่อการบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรืออาจใช้คารวะบุคคลผู้มียศศักดิ์ ครูบาอาจารย์ และผู้ที่ตนนับถือก็ได้ โดยเฉพาะในพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ มักเห็นเสมอๆ ของเหล่านี้นอกจากเพื่อบูชาก็ยังใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย     

 


เครื่องสักการะล้านนา
เครื่องสักการะล้านนาใช้บูชาเบื้องสูง
มีพระพุทธศาสนา ครูอาจารย์ ผู้มีพระคุณ
ใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ มากมาย
เช่น ครัวทาน หมากสุ่ม หมากเบ็ง
ต้นผึ้ง ต้นดอก ฯลฯ

 
 


สุ่มดอก
หรือต้นดอก หรือหลักบายศรี
เป็นเครื่องสักการบูชาประเภทหนึ่ง
ที่ใช้ใบไม้ ดอกไม้ ตกแต่งคล้ายกับ
บายศรี ทำรูปลักษณะเหมือนกรวย
หรือเป็นพุ่ม
 


หมากสุ่ม
คือ การนำผลหมากที่ผ่าซีก
แล้วเสียบร้อยด้วยปอหรือด้ายผูกไว้เป็น
พวงตากแห้งเก็บไว้กิน ซึ่งคนทางเหนือ
เรียก “หมากไหม” มาปักคลุมโครงไม้
หรือโครงเหล็กที่ทำเป็นต้นพุ่มไว้
 
 

หมากเบ็ง
มีลักษณะเดียวกับหมากสุ่ม
แต่ใช้ผลหมากดิบหรือหมากสุกทั้งลูก
แทน มีจำนวน ๒๔ ลูก หรือมากกว่า
ตามความเหมาะสมของพาน
ผูกติดตรึงโยง
ไว้กับโครงไม้หรือโครงเหล็กที่ทำเป็นพุ่ม
 ลักษณะการผูกโยงตรึงกันนี้ คนเหนือ
เรียกว่า “เบ็ง” จึงเป็นที่มาของชื่อต้นพุ่ม
ชนิดนี้ ในภาพมิได้ทำเป็นพุ่ม
แต่ทำเป็นต้นแทน
 

ต้นผึ้ง
ทำถวายเพื่อให้พระสงฆ์นำไป
ทำเป็นเทียน โดยอาจนำขี้ผึ้งมาปั้นเป็น
ลูกๆ หรือสลักเป็นดอก หรือเข้าแบบ
โดยใช้ก้นมะละกอดิบที่ปอกเปลือกแล้ว
จุ่มลงในขี้ผึ้งที่นำมาละลาย ก่อนยกจุ่ม
ในน้ำเย็น ก็จะได้ดอกผึ้งหลุดล่อนออกมา
 แล้วนำไปประดับยังหยวกกล้วยที่ตัดเป็น
เสมือนต้นไม้ให้กลายเป็นต้นผึ้งสวยงาม
 
 

ต้นเทียน
เป็นการนำเทียนเล่มเล็กๆ มา
ผูกห้อยกับโครง เพื่อให้พระสงฆ์เก็บนำ
ไปใช้สอยได้เลย สะดวกกว่าต้นผึ้ง
ที่ต้องสะสมไปหล่อเทียนเอง

แหล่งอ้างอิง
http://www.chiangmai-thailand.net/